วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

{review} เก็บตกงานหนังสือมอนอประเทศ.

เย้! วันนี้มาอัพบล็อกแบบไม่มีอะไรจริงจังค่ะ แค่อยากรีวิวหนังสือที่ได้มาจากงานหนังสือที่มอตัวเอง
พอดีเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หรืออาทิตย์ที่แล้วเนี่ย เป็นช่วงงานมหกรรมหนังสือที่มอเราจัดขึ้น
แล้วด้วยอันเหตุตัวเองไม่สามารถที่จะกลับบ้านไปงานหนังสือที่กรุงเทพฯได้ ผนวกกับความต้องการ
หนังสือจนเข้าเส้น งานนี้เลยจัดแบบเบาๆให้พอให้อยาก เพราะกะจะรองานหนังสือปีหน้า หุหุ

ในงานครั้งนี้สาบานได้ว่ายั้งใจตัวเองแบบสุดๆแล้ว เพราะจะเก็บเงินไว้รอปีหน้าจริงๆ  เลยหมดไปเบาๆ
แบบว่าไม่ถึงสองพัน เห้! ซึ่งเป็นอะไรที่มหัศจรรย์สำหรับตัวเองมาก ถ้าเทียบกับเมื่อปีที่ผ่านๆมานี่สองพัน
คือขั้นต่ำ เอาแบบผมนี่แทบจะติดแฮชแท็กกูร้องไห้ทำไมอ่ะ ไม่พอแถมให้อีกอัน พ่อแม่ด่ากูทำไมด้วยเลย!
เอาเถอะ ! ไหนๆก็ไหนๆล่ะ มาเริ่มกันเลย

 
 
งานหนังสือครั้งนี้ก็ได้มาทั้งหมด อันที่เห็นในรูปนั่นล่ะ มีแค่เท่านั้นเอง (*m*)ตอนนี้ยังอ่านไม่หมดหรอกค่ะ
ถ้าอ่านหมดผ่านในอาทิตย์เดียวนี่ก็ไม่น่าใช่ฉัน ฮ่าๆ แต่มีเล่มหนึ่งที่รู้สึกอยากแนะนำ เป็นอะไรที่เร็คคอมเม็นด์เลย
คือหนังสือเล่มเหลืองๆ ในรูปนั่นเห็นมั้ย? อ่าห๊ะ ! มันชื่อหนังสือเรื่อง TROLL WAY ทางสายเกรียน
โดยส่วนตัวตอนแรกไม่คิดอะไรกับหนังสือเล่มนี้เลย แต่พอเดินไปบูธของ OpenWorlds เจ้าของร้านแนะนำเล่มนี้มา
เราก็เลยลองพลิกซ้ายพลิกขวา แล้วดูชื่อคนเขียน โอ้ว! “สฤณี อาชวานินสกุลก็เลยหยิบเล่มนี้แบบไม่รีรอเลย
ใครคุ้นๆกับหนังสือเรื่อง วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนบ้าง อ่าห๊ะ! คนนี้นี่ล่ะค่ะเป็นคนเขียน
แล้วก็ใครเคยอ่านหนังสือเรื่อง Justice ที่ Michael J. Sandelเขียนบ้าง คนนี้นี่ล่ะค่ะเป็นคนแปล
คือแบบโอ้เย้! ใช่เลย แต่ในหนังสือเรื่อง Troll Way นี้คุณสฤณีไม่ได้เขียนแค่คนเดียวค่ะ แต่ยังเขียนร่วมกับ
คุณทีปกร วุฒิพิทยามงคล ซึ่งเป็นนักเขียนที่เรียนเรื่อง Cat Study และอื่นๆอีก ซึ่งเราก็ไม่ทราบ เพราะเคยอ่าน
เรื่อง Cat Study ของเขาแค่เรื่องเดียว ฮ่าๆ

บนหน้าปกของหนังสือ TROLL WAY ทางสายเกรียน นี้ มันจี้จุดใจดำเรามากในประโยคที่ว่า
คู่มือทำความเข้าใจ คนที่ไม่พยายามเข้าใจว้าว! ซึ่งในหนังสือเล่มนี้หลังจากอ่านไปแบบคร่าวๆแล้ว
ผู้เขียนเขาได้แบ่งคนออกเป็นสองประเภทคือ ตรรกะวิบัติทางการ กับ ไม่ใช้เหตุผล ซึ่งอ่านไปมันก็ฮาๆ
แล้วบางครั้งก็จี้ใจดำ เพราะบางครั้งเราก็เป็นคนที่ไม่ใช้เหตุผลเวลาเถียงเหมือนกันไง ฮ่าๆ
พออ่านไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่า เออ! มันเหมาะสำหรับคนที่มันไม่พยายามจะเข้าใจอะไรเลยจริงๆนั่นล่ะ
สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น หรือยังไม่รู้ตัว ก็ลองหาซื้อมาอ่านกันนะคะ ฮาๆแต่จี้จุด มันส์ค่ะ!

ต่อมาบ้าง หนังสือเรื่อง GLOBALIZATION หรือ โลกาภิวัตน์นั่นเอง เล่มนี้ที่ซื้อมาเพราะว่าต้องมาใช้
ในงานวิจัยของตัวเองค่ะ ไม่มีเหตุผลนอกเหนืออย่างอื่นเลย ยังไม่ได้เริ่มอ่านเลยยังไม่ทราบว่ามันดีหรือไม่ดี
แต่จากที่เคยอ่านเรื่อง ประชาธิปไตย ที่เป็นหนังสือชุดความรู้ฉบับพกพา ก็ถือว่าดีอยู่ในระดับหนึ่ง
เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหาความรู้เพิ่มเติมที่เป็นแนวทางแบบวิชาการค่ะ และก็ ฃหนังสือเล่มนี้เป็น
ของสำนักพิมพ์ Open Worlds ค่ะ (เราชอบสำนักพิมพ์นี้เพราะชอบอ่านหนังสือของปราบดาหยุ่นมากๆเลยค่ะ)

แล้วก็ต่อมาคือ Box Set เรื่อง Fifty Shades เป็นนิยายอีโรติกระดับ 21+ค่ะ อยากจะบอกว่า
มิสเตอร์เกรย์ฮอตมากจริมๆคนอ่านนี่บิดไปบิดมา เขินแล้วเขินอีก โอยยย! 
มิสเตอร์เกรย์นี่ฮอแบบแดดประเทศไทยยังต้องสยบเลยนะแก !

สุดท้าย นี่จะบอกว่าไม่ใช่ Box Set นะคะ แต่เป็นบ็อกซ์หรือกล่องเปล่าๆต่างหาก คือเราได้ซื้อหนังสือ
เรื่อง Divergent / Insurgent / Allegiant  หรือชุดไดเวอร์เจ้นท์เดอะซีรีย์นี่ครบทั้งสามเล่มแล้วค่ะ
แต่พอดีที่งานหนังสือเขาได้นำบ็อกซ์เปล่าๆมาขาย และก็มีบ็อกซ์แบบที่มีเล่มสามเล่มเดียวขายด้วย
แล้วเราก็ได้ซื้อมาเว้ยแก แต่เราซื้อบ็อกซ์เปล่าๆมา ราคาจำไม่ได้อ่ะ เพราะซื้อร่วมยอดกับฟิฟตี้เชด
แต่น่าจะไม่ถึงร้อยอ่ะ คิดว่าน่าจะมีขายทั่วไปตามร้านนายอินทร์ไรพวกนี้ด้วย ถ้าใครอยากได้ลองๆไปดูกันเนอะ

โอเค อวดหนังสือที่ได้มาครบทุกเล่มล่ะค่ะ 
อยากมาอวดแค่เท่านี้ล่ะ บัยยยยยย ฮี่ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Mockingjay Part1 : รีเวอรูชั่นซิมโบล♥

จากเด็กหญิงอายุสิบหกธรรมดา สู่เด็กหญิงผู้มากับไฟ 
และกลายเป็นม็อกกิ้งเจย์ สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ

.
.
.




สำหรับหนังภาคต่ออย่าง Mockingjay Part 1 แน่นอนว่ากระแสตอบรับก็ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี จากที่ไปบุกพันทิป และทวิตเตอร์ ได้ความเห็นมาอย่างล้นหลามกับหนังภาคต่อในเรื่องนี้ ซึ่งเราสามารถ สรุปแบบคร่าวๆได้ว่า เน้นเรื่องรักมากไป ดำเนินเรื่องยืดเยื้อ ฉากแอคชั่นไม่สุด และเน้นสงครามประสาทมากกว่า ดึงเอาเนื้อเรื่องของสองภาคแรกมาเฉลยอีกทีหนึ่ง และดรอปลงจากสองภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด


ซึ่งทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้น มันคือความคิดเห็นของคนอื่นนะ ไม่ใช่ของเรา ซึ่งสำหรับเรา แนวนี้คือแนวของเราอยู่แล้ว ดิสโทเปียคือสิ่งที่หลังรักรองจากของกินเลยแก ฮ่าๆ หลังจากที่ดูจบ หลายคนก็เดินบ่นออกมาจากโรงหนังว่า มันไม่สนุก มันไม่สุด จบแย่มาก บลาๆๆ แต่ตัวเราเองก็ทำใจตั้งแต่หนังมันสร้างออกมาแล้วแบ่งพาร์ทแล้วล่ะ เพราะเราก็มีบทเรียนมาตั้งแต่ Harry Potter และ Twilight แล้ว การแบ่งพาร์ท มันนำมาซึ่ง ความยืดเยื้อในการดำเนินเรื่องอย่างแน่นอน

แต่สำหรับเราในฐานะที่เราอ่าน The Hunger Games Series ทั้ง 3 เล่ม แล้วเราเป็นคนที่ชอบ เก็บรายละเอียดจากหนังสือไปเทียบกับหนัง ซึ่งในหนังภาคนี้เสริมเรื่องนอกเหนือจากหนังสือเข้าไปอีก และเก็บรายละเอียดของหนังสือได้เยอะพอสมควรเลย ใครที่อ่านหนังสือจะรู้เลยว่า ภาคนี้เป็นการปูทาง ให้สำหรับสงครามที่จะเกิดขึ้นต่อในพาร์ทที่สอง ซึ่งภาคนี้อยากบอกว่าแม้เนื้อเรื่องจะยืดเยื้อน่าเบื่อ แต่ปูทางสู่พาร์ทสองได้อย่างสง่างาม ผนวกกับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เร้นท์ที่แสดงเป็น 
แคตนิส เอเวอร์ดีน เด็กสาวผู้มากับไฟ ซึ่งต้องบอกเลยว่า นางตีบทแตกมาก อินกับบทบาทตลอดทั้งเรื่อง

คือเวลาอ่านหนังสือ เคยอินกับตัวละครนั้นมากๆไหม ประหนึ่งว่าเราเป็นตัวละครตัวนั้นเลย ซึ่งในหนังสือมันเขียนอธิบายอารมณ์เอาไว้หมด เรารู้ว่าตัวละครตัวนี้เขานึกเขาคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับในหนังมันไม่มีอะไรที่จะมาบรรยายความรู้สึกของตัวละครนั้นๆ แล้วหนังอย่างม็อกกิ้งเจย์นี่ก็ไม่ใช่ละครไทยไงแก ที่ตัวละครจะเดินๆแล้วก็ พูดแม่งคนเดียว คือมันไม่ใช่ !
แต่เจนนิเฟอร์ ลอว์เร้นท์แสดงออกมาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเจ็บปวดกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา ทั้งสีหน้า
และการแสดงของเขา ทำให้เรารู้สึกอินตามอย่างรุนแรงเลยนะ แล้วยิ่งภาคนี้ เน้นเรื่องสงครามประสาทกับจิตวิทยาหน่อยๆ มันเป็นอะไรที่ทำให้เราขนลุกตลอดเลย ยิ่งฉากที่แคตนิส ร้องเพลง The Hanging Tree บอกเลยว่า ตอนอ่านหนังสืออินกับเนื้อเพลงยังไง ในหนังเราอินยิ่งกว่า อาจจะเป็นเพราะซาวด์ดนตรีที่มันกระตุ้นให้เรารู้สึกว่ามันทรงพลัง มันฮึกเหิ้มมากเลยทีเดียว

จริงๆแล้วอยากได้เพลงนี้มากนะ แต่คงต้องรอให้ผ่านไปซักพัก คงมีคนอัดเพลงแบบเต็มๆ แล้วเป็นเวอร์ชั่นที่เจนนิเฟอร์ร้องมาปล่อยนั่นล่ะ ฟังแล้วชอบ ฟังแล้วติดหูมาก ขอสปอยซักท่อนสองท่อนแล้วกันนะคะ ใครสนใจฟังลองไปเสิร์ชหาในยูทูปได้ มีให้ฟังหลายเวอร์ชั่นเลย แต่เราชอบเวอร์ชั่นที่อยู่ในหนังมากจริงๆ J

“Are you, are you coming to the tree
Where they strung up a man they say murdered three.
Strange things did happen here
No stranger would it seem
If we met up at midnight in the Hanging Tree.”
                          -- The hanging tree from Mockingjay 


กลับเข้ามาในเรื่องของเนื้อเรื่องของภาคนี้ สำหรับเราภาคนี้มันยืดเยื้ออย่างที่หลายๆคนบอกไว้จริง การดำเนินเรื่องเป็นการนำเอาเรื่องของสองภาคก่อนนั้นมาเฉลย แต่ดูแล้วขัดอารมณ์ตอนของ ฟินิคนั้นมาเฉลยเรื่องที่เป็นความลับของสโนว์ คือฉากในหนังมันตัดไปตัดมา อารมณ์แบบถ้าฉัน ไม่ได้อ่านหนังสือนี่ จับประเด็นแทบไม่ได้เลยนะ (เป็นแค่เรานะ คนอื่นเราไม่รู้ ฮ่าๆ)
แต่โดยรวมคือเราประทับใจ ประทับใจที่เจนนิเฟอร์ตีบทแคตนิสจนเราอินแล้วร้องไห้ตามได้เลย และอีกอย่างหนึ่งคือ ในภาคนี้เน้นดราม่าซะเป็นส่วนใหญ่ ใครที่หวังอยากได้ฉากแอคชั่นแบบเอามัน อย่างสองภาคแรกคงต้องตอบว่า ไม่มีให้ดูนะแก มีแค่นิดเดียว แล้วก็คงจะไม่สุดใจพวกคอหนังแอคชั่นด้วย

เอาละ สำหรับเราหนังเรื่องนี้ให้คะแนนอยู่ที่ 8 / 10 อย่างที่บอก หนังยืดเยื้อเพราะแบ่งพาร์ทนั่นล่ะเหตุผลการตลาดล้วนๆ ไม่มีอะไรมาผสม ไม่สามารถอ้างได้ว่าเพราะต้องการที่จะเก็บรายละเอียดจากหนังสือ เพราะในหนังสือจากที่อ่านมาแล้ว พาร์ทเดียวก็เหลือแหล่แล้วแกเอ๋ยยยยยยยย  วุ้ยๆๆๆ

โอเคค่ะ วันนี้พอเท่านี้ล่ะ แล้วเจอกันใหม่นะคะ บัยยยย
Next station -- The Hobbit : The Battle of the Five Armies


PS. -- หนังเรื่องนี้ไม่ขอวิเคราะห์อะไรใดๆทั้งสิ้นนะคะ เห้!


UPDATE  23.11.2014 มีคนปล่อยเพลง The Hanging Tree แบบเต็มๆมาเรียบร้อยแล้วค่ะเลยเอามาแปะในบล็อกก่อนเลย ชอบมากๆสำหรับเพลงนี้ ถึงกับซิงค์ลงไอโฟนมานั่งฟังเลยนะ ฟังแล้วนี่จะร้องไห้ โคตรฮึกเหิ้มเลย ประหนึ่งจะไปกู้ชาติ เห้! 



( .´)


วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

love, rosie ♥

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง Love, Rosie มาเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่พิษณุโลก
เข้าช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องเขาไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ดูละนะ ٩(`^´๑)۶

ปกติเป็นชะนีที่ไม่ชอบดูหนังรักเลย ถ้าไม่มีแรงจูงใจอะไรซักอย่างที่ทำให้อยากดู
แต่ที่ไปดูเรื่องนี้เพราะว่าลิลลี่ คลอลินล์เล่นค่ะ เราชอบเขามาก เป็นนักแสดงหญิง
ที่โปรดปรานมากที่สุดทางฝั่งฮอลลิวู๊ดคนหนึ่งเลย คือชอบจริง เป็นผู้หญิงที่ไม่ว่า
จะมองกี่รอบก็ไม่เบื่อ คือเธอน่ารักอ่ะ ขนาดชะนีอย่างนี่ยังตกหลุมรักเธอเลย


เลิฟโรซี่เป็นหนังที่เกี่ยวกับเพื่อนแอบรักเพื่อน แต่หนังเรื่องนี้สร้างแปลกไปจากทั่วไป
อาจจะเป็นตรงที่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนที่รักข้างเดียว แต่ในหนังเรื่องนี้คือ
ทั้งสองฝ่ายต่างก็รักกัน แต่มันจำต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองคนต้องคลาดกันไป
ต่างคนต่างมีคนรัก (ที่ไม่ได้รักจริงๆ) แต่สุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอ็ดดิ้ง ซึ่งดูแล้วก็ลุ้นๆนะ
อย่างฉากจะจูบกันเงี้ย ลุ้นจนตัวบิด ในใจนี่เชียร์ให้จูบเลยๆ แต่สุดท้ายก็ผละกันออกไป
ไอ้คนดูอย่างเราก็ได้แต่ร้องเฮ้อออกมา ฮ่าๆ กว่าจะสมหวังกันได้ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

หนังเรื่องนี้เป็นหนัง น่ารักมากๆเลยนะ นางเอกเข้มแข็งมากๆเลย
ชอบคาแร็กเตอร์ของโรซี่มาก คือปกติแล้วเวลาดูหนังรักจะเจอนางเอกงี่เง่าเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งทำให้หนังกร่อยลงไป แต่เราว่าสำหรับโรซี่แล้ว นางแม้จะขี้วีนขี้เหวี่ยงไปบ้าง
แต่นางก็มีเหตุผลของนางที่ทำแบบนั้น นางมีลูกแต่นางก็มีฝัน และสุดท้ายนางก็ทำฝันนางได้
โอ้โห้ ผมนี่ปริ่มเลยตอนท้ายของเรื่อง ( ˘ ³˘)


สำหรับหนังเรื่องนี้ให้คะแนนอยู่ที่ 7 / 10 ค่ะ เป็นหนังน่ารักดูแล้วอมยิ้มตลอดเลย
แต่ในช่วงฉากบางฉากตัดไปเร็วมาก นั่นคงเพราะต้องการเก็บรายละเอียดจากหนังสือ
ให้ได้มากที่สุด (คิดว่างั้นนะ) เออ! ลืมบอกไปว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากนิยายนะ ฮิฮิ


วันนี้เอาไว้เท่านี้ละกัน ง่วงมากเลย ต้องปั่นวิจัยต่อ
ฮึบ! สู้ตาย เห้! บัยยยยยย (ˇεˇ๑)


วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อยากแนะนำหนังสือ' ♥

เคยอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วมันเร้าอารมณ์จนเก็บเอาไปฝันบ้างไหม ?

YEAH‼‼‼‼‼! I’M COME BACK‼‼‼‼‼‼‼‼‼‼ ขอเสียงเราชาวร็อคหน่อยเร้วววววววว
ชาวร็อคที่นี้ไม่มีตบเมียโชว์นะคะ ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ๆ55555555555555555555555555
เอ้า! นี่จะไปแซะเขาทำไม เขาอยู่ของเขาเฉยๆ เอ้อออ อีนี่หนิ5555555555555555555

โอเค สวัสดีสวีดดัดกลับมาแย๊ววววว ไม่พูดอะไรมาก แค่จะมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่ง
ซึ่งไปเจอมาที่ร้านขายหนังสือเก่าในงานเกษตรฯที่มอตัวเอง มันขายเล่มละห้าสิบบาท
แล้วเห็นว่ามันเป็นนิยายแปล เป็นแนวสืบสวนสอบสวนค่ะ กะว่าเอามาอ่านแก้เครียด
เอามาอ่านเล่นๆให้เบาสมอง ไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วก็ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะได้หนังสือดีๆ
ในราคาห้าสิบบาทมาอ่าน ในตอนแรกคิดว่าจะเป็นหนังสือกะโหลกกะลา
แบบอ่านๆให้เบาสมองเล่นๆ แต่ดั๊น! แม่งหนังสือเล่มนี้โคตรเจ๋งเลย J


หนังสือเล่มนั้นก็คือ มิดไนท์เอเจนซีกับคดีลัทธิแห่งความตายหูยยยยยยยยยยยยยยย
เราว่าหลายคนคงเคยเห็นนะ ไม่รู้ว่าจะมีใครอ่านบ้าง แต่เราว่ามันตื่นเต้นมากๆเลยนะ
เรารู้เว้ย ถึงแม้มันจะสู้นิยายสืบสวนสอบสวนแบบพวกคินดะอิจิ เชอร์ล็อคโฮล์มส์ หรือ
คนเขียนดังๆแบบThomas Harris ไม่ได้ แต่เรื่องนี้มันก็ดีในระดับหนึ่งเลยนะ

คือปกติก็ไม่ใช่คนอ่านแนวสืบสวนสอบสวนซักเท่าไหร่ แต่อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกมันตื่นดีอ่ะ
จริงๆแล้วเราชอบแนวไซไฟ ดิสโทเปีย ไม่ก็แฟนตาซีจ๋าไปเลย แต่นี่เราอ่านแบบนอนสต๊อป
คืออ่านรวดเดียวจบ ไม่ได้ค้างคาเหมือนเรื่องอื่นๆที่อ่านไง ห้าสิบบาทนี่คุ้มจริงๆ

แต่ถ้าถามว่ามันดีจนไม่มีข้อติเลยหรือเปล่า อันนี้ก็คงต้องตอบว่าไม่ใช่อ่ะ
เราว่าเนื้อเรื่องมันจบแบบดื้อๆ และเดาคนร้ายได้เร็ว แต่สิ่งที่ทำให้เรา ตื่นคือสถานการณ์
กับฉากในเรื่องมากกว่า อะไรที่มันลี้ลับมาพร้อมกับปมปริศนาฆาตกรรมนี่ล่ะที่มันน่าค้นหา
แต่หนังสือเล่มนี้คงไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบจุดพีคแบบเยอะๆ เพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่แบบนั้นอ่ะ
มันหักมุม (ที่ฉันสามารถเดาได้) แค่ตอนเดียวคือตอนเฉลยคนร้าย555555555555555555

เรื่องนี้ก็เหมือนกับหลายๆเรื่องนั่นละที่สร้างตัวผู้ร้ายแบบไม่มีคนคิดว่าจะใช่แต่มันก็ใช่
แต่ไอ้ความที่ว่ามันไม่น่าจะใช่นี่ล่ะที่ทำให้เดาได้ว่าไอ้นี่มันใช่ (งงมะ?)5555555555555555
เออๆ ก็แค่มาแนะนำหนังสือเท่านี้ละ เห็นมาราคาถูกและถือว่าดี เลยมาแนะนำต่อ ()

โอเคแก ไม่มีอะไรละ ช่วงนี้ใกล้สอบไฟนอลแล้ว งานมาพรึบเลย
ต้องรีบปั่นต้องรีบส่ง วิจัยอีกโอ้โห้ ชีวิตนี้นี่เอาไปเขียนเป็นนิยายแฟนตาซีขายได้เลยแก

เออๆๆ ไปล่ะ บัยยยยย



วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

FURY!

อะไรคือ Sherman อะไรคือ Tiger แล้วอเมริกามันเป็น Tiger Phobia กันด้วยหรอวะเนี่ย!
.
.
.


วันนี้ก็ได้ไปดูหนังเรื่อง FURY มาแล้วละค่ะ ก็ไปดูแบบมึนๆงงๆเหมือนกัน เพราะเพื่อนชวนไปก็ไป
ปกติแล้ว หนังแนวอิงประวัติศาสตร์แบบนี้จะไม่ค่อยชอบดูเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมาดูแล้วก็ดูเถอะค่ะ
จริงๆ เห็นในพันทิป ถกเกี่ยวกับเรื่องของรถถังในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเอาจริงนี่ไม่มีความรู้อะไรด้านนี้เลย
แต่พออ่านหลายๆคอมเม้นท์ก็เลยเริ่มรู้เรื่องขึ้นมานิดหน่อย จนเจอคอมเม้นท์หนึ่งที่พูดถึงเรื่อง
“Tiger Phobia” เห้ยยยย! มันน่าสนใจอ่ะ มันเป็นชื่อเคสหนึ่งทางจิตวิทยาที่ว่า ทหารของอเมริกา
นั้นจะเป็นพอได้ยินชื่อของรถถัง ซึ่งก็คือ Tiger นี้ ก็จะกลัวสั่นหวั่นไหวกันไป เพราะว่ามันโหดมากๆ
เออออออ จริงๆเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวไรกับหนังหรอก แต่พออ่านเจอรู้สึกมันน่าสนใจดี ฮ่าๆ



คำเตือน -- มีสปอยตอนจบของเรื่อง

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า หนังเรื่องนี้ก็เล่าย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งดำเนินเรื่องออกมา
คือทหารอเมริกากลุ่มหนึ่งนั้นเข้าไปสู้รบในเยอรมันกับพวกนาซี โดยส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้ถือว่าดีเลยทีเดียว
เป็นหนังสองชั่วโมงที่เล่าเนื้อเรื่องได้กระชับเลย และที่ชอบมากที่สุดคือเรื่องของภาพที่นำเสนอออกมา
ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะให้อารมณ์เทาๆในแบบของสงครามได้ดี ลองจินตนาการถึงภาพคนตาย คนรบกัน
สู้กัน หรือยิงกัน แน่นอนว่าอารมณ์ที่แฝงมากับสถานการณ์แบบนี้มันหม่นหมองคล้ายกับสีเทา
แล้วในหนังเรื่องนี้ก็ให้อารมณ์ทางภาพแบบนี้เลย ในตัวภาพมันจะเป็นโทนสีคล้ายๆไปกันหมด
ซึ่งก็คือโทนสีเทา และมันสีเทาในทั้งภาพ และสีเทาในทั้งอารมณ์

มันเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วถ้าเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์เช่นนี้มันย่อยมีเรื่องของอุดมการณ์แฝงมาอย่างแน่นอน
ซึ่งใน FURY นั้น ไม่ต้องวิเคราะห์ให้มากความก็จะเห็นในเรื่องของอุดมการณ์ความรักชาติที่ผ่านมา
กับหนังอย่างเด่นชัด อย่างทหารอเมริกาสู้ตัวตายก็เพื่อประเทศของตัวเอง
ซึ่งในหนังเรื่องนี้ไม่ได้บอกที่มาที่ไปไว้อย่างแน่ชัดว่าสู้กับนาซีเพราะเหตุอันใด แต่สิ่งที่สื่อออกมาให้เห็นก็คือ
ต้องทำลายพวกนาซี เพราะนาซีมันเลว อ่าห๊ะ! และแล้วนอกจากอุดมการณ์ที่แฝงมากับหนังเช่นนี้
ยังมีวาทกรรมหนึ่งที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครอย่างกลุ่มทหารอเมริกา และวาทกรรมชุดนั้นก็คือ นาซีเลว
ซึ่งในตัวหนังก็ไม่ได้บอกอีกว่า ทำไมอเมริกาถึงได้บอกว่านาซีเลว (อันนี้คงต้องไปคุ้ยประวัติศาสตร์อ่านกันเอง)
แต่เป็นเพียงแค่ว่า วาทกรรมมันถูกผลิตออกมาเพื่อสร้างเป็นความจริงให้กลุ่มทหารอเมริกาได้รับรู้และเชื่อว่า
นาซีนี้มันเลว มันชาติชั่ว ดังนั้นแล้วต้องฆ่ามัน ! นั่นละคือสิ่งที่ในหนังนี้นำเสนอออกมา

นอกจากนี้แล้ว ในหนังเรื่องนี้ยังมีวาทกรรมชุด วีรบุรุษแฝงมากับในเนื้อเรื่องเอาไว้
แม้ในช่วงดำเนินเรื่องแรกๆ จะไม่ได้บอกไว้อย่างเด่นชัดในวาทกรรมชุดนี้ แต่ในช่วงสุดท้ายของเรื่องนั้น
มันเหมือนกับการเฉลยวาทกรรมชุดนี้ออกมา ในตอนที่ตัวของนอร์แมนนั้นเป็นผู้รอดเพียงหนึ่งเดียวจาก
การสู้รบ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ เพราะเนื่องจาก เขาสู้จนนาทีสุดท้าย สู้เพื่อประเทศชาติ
และเป็นบุคคลเดียวที่สามารถรอดมาได้จากการสู้รบในครั้งนั้น นี่ละวีรบุรุษที่นำเสนอผ่านออกมาในหนังเรื่องนี้
ทั้งนี้แล้ว วีรบุรุษในที่นี้ไม่จำเป็นต้องมีพลังวิเศษเกินกว่าคนอื่น แต่เป็นเพียงแค่ว่า ทำเพื่อประเทศชาติ
สู้เพื่อประเทศตัวเอง สิ่งนี้ก็ยกย่องเขาให้กลายเป็นวีรบุรุษได้แล้ว ในทั้งหมดนี้ ไม่ใช่แค่ตัวของนอร์แมน
แค่คนเดียวที่ถือว่าเป็นวีรบุรุษ แต่คนอื่นๆ ทหารอเมริกาที่สู้รบเพื่อชาติของตัวเองก็ถือว่าเป็นวีรบุรุษได้เช่นกัน
แม้ในหนังจะไม่กล่าวถึงไว้อย่างตรงๆ แต่เราก็สามารถรับรู้ และยกย่องเขาเหล่านั้นว่าเป็นวีรบุรุษ

อ่า.. ขอให้คะแนนหนังเรื่องนี้ที่ 8.5/10 ค่ะ ดำเนินเรื่องดี เนื้อเรื่องกระชับ แม้ทั้งเรื่องจะมีแค่เรื่องของสงคราม
แต่ก็ตื่นเต้นได้ตลอดเวลา แต่ก็มีบางส่วนที่โอเวอร์ไปนิด ตัวละครตายช้า แล้วพอจะตายทีก็ตายแบบบู้มเดียวจบ
แต่โดยรวมคือโอเคเลยค่ะ สนุกดี นักแสดงแซ่บ(?) จริงๆเรื่องนี้เอานักแสดงแต่ละคนมานี่คือดีงามมากนะ
โอ้โห้ ฟินเฟร้อ55555555555555555555

ปล. – ทั้งหมดที่เล่าและวิเคราะห์มานี้หากผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยด้วยนะคะ


บัยยยยย


วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

THE GIVER! โจนาสเวอร์ชั่นหนังไงแก!



“Memories are forever.”
                ― Lois Lowry, The Giver


หงุดหงิดมากๆ หงุดหงิดที่สุดในสิบโลก หงุดหงิดจริมๆ

สวัสดีเอเวอรี่วัน! กลับมาอัพบล็อกซักหน่อย ก่อนจะร้างเหมือนบล็อกเก่าๆ ที่บ่นหงุดหงิดนี่ไม่ใช่อะไรเลย หงุดหงิดตรงที่ THE GIVER หลุดผังในไทยนี่ล่ะ ตอนแรกเห็นบอกว่าจะเข้าวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งจริงๆแล้วคือวันนี้ค่ะ ไอ้เราก็เฝ้ารอไง
ประเด็นคือสงสัยมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแล้วว่าทำไมอยู่ดีๆ THE GIVER หายไปจากผังกำหนดฉาย ไอ้ตอนแรกก็ไม่ไร นึกว่าเลื่อนวันหรืออะไร รอผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ก็หายไปเลย จนมาถึงวันนี้ก็คงต้องบอกว่า ไม่ทน! หาดูเองก็ได้ ไม่เอามาฉายก็หาดูได้เว้ย ไม่ง้อ!


เออ ! สุดท้ายก็หามาดูเจอ แต่เป็นเวอร์ชั่นอังกฤษค่ะ ไร้ซับไทเทิ้ลใดๆทั้งสิ้น โอ้โห้ นั่งฟังไป เอ๋อไปนิดหน่อย แต่ไม่วอรี่ค่ะ นี่เมพ นี่เก่งในการเดา555555555555555 แต่ประเด็นไม่ใช่ตรงนั้น คือนี่พอดูจบเว้ย ดั๊นไปเจอซับไทย ฮือออออออออออออออ ที่ดิฉันดูมาชั่วโมงกว่านี่คือระ ? 55555555555555555555555555555555555555555555

สรุปคือ ก็ดูใหม่อีกรอบค่ะ เพื่อความชัวร์ ไม่ค่อยกล้าเดาเนื้อเรื่องจากสกิลการฟังอันกากเดนของตัวเอง พอดูใหม่ที่เป็นซับไทยอีกรอบถือว่าดีเลย คนแปลค่อนข้างดี แต่ก็มีแปลผิดไปช่วงตอนท้ายของเรื่องนะ ตอนท้ายๆของเรื่องนี่ฟังพอออกค่ะ แต่ซับแปลไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าดีค่ะ แปลแบบให้เข้าใจในบริบทของคนไทยอะเนอะ ถือว่าดีๆๆ ดีมากๆค่ะ ถ้าไม่ได้คนทำซับนี่ก็นั่งเดาต่อไป ไม่รู้ใครทำซับ แต่อยากบอกว่า รักนะคะ จุ๊บๆ ขอบคุณที่ทำซับมากๆค่ะ (〃・ω・〃)

.
.

.


ต่อจากนี้จะมีการสปอย ถ้าใครยังไม่ได้ดูแล้วไม่อยากอ่านสปอย เชิญปิดเลยโลดดด เพราะนี่คือเจ้าแม่แห่งการหลุดสปอย 5555555555555555555555555555 อ่ะ ! ก่อนจะสปอย เผื่อใครอยากได้ไปดูก่อน จะแปะลิงค์ที่เป็นซับไทยไว้ให้นะคะ
กดตรงนี้เหลยยย – | สำหรับคนที่อยากดูแบบอิงค์เพียวๆ -- กดค่ะกด! --



โดยรวมๆแล้วถามว่าหนังเรื่องนี้ดีมั้ย? ก็คงจะตอบว่า ก็ดีในระดับหนึ่ง ดำเนินเรื่องน่าเบื่อนิดหน่อย แต่ชอบลูกเล่นในหนังเรื่องนี้ ตรงที่เป็นภาพสีขาวดำ เรื่อยๆมาจนกระทั่งพระเอกของเราหรือ โจนาส ค่อยๆมองเห็นสีทีละสี ไล่ขึ้นมาทีละสเต๊ป จนกระทั่งเห็นสีที่เป็นสีจริงๆทั้งเรื่อง ส่วนตัวคือมันโดนสุดก็อีไล่สีนี่ล่ะ ให้อารมณ์เหมือนตอนอ่านหนังสือดี ฮี่ๆ
เห้ยยยย! แต่อย่าคิดว่ามันเหมือนกับเรื่องพ่อมดออซนะ มันไม่เหมือนกัน เดอะกีฟเวอร์ภาพมันจะค่อยๆไต่ระดับสีขึ้นมา เทคนิคคือดีงาม ชอบมาก บอกเลยค่ะ สำหรับนักแสดง ถ้านี่ชมพระเอกหล่อก็จะบอกอีกใช่ป่ะว่าดูเพราะพระเอกเนี่ย5555555555555555 จริงๆดูเรื่องนี้เพราะอ่านหนังสือเว้ย ไปอ่านเอ็นทรี่เก่าๆข้าพเจ้าได้ค่ะ เคยเขียนไว้แล้ว !

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เด็กผู้ชายก็คือโจนาสเป็นคนดำเนินเรื่องทั้งหมด ในวันที่เขาเรียนจบหรืออายุสิบแปดเนี่ย เขาจะได้รับมอบหมายงาน(หรือโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั่นเอง) โดยที่แต่ละคนก็ได้รับงานซึ่งงานปกติธรรมดา เป็นงานแบบทั่วๆไปในชุมชนที่โจนาสอาศัยอยู่ แต่ตัวของโจนาสนั้นไม่ธรรมดาไง‼‼‼ โจนาสนางก็เลยได้หน้าที่แบบ สเปเชี่ยลกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาก็คือ “Receiver” หรือ ผู้รับความทรงจำ” ทั้งหมดทั้งมวลที่โจนาสได้ทำหน้าที่นี้ จึงทำให้ชีวิตของเด็กหนุ่มนั้นเปลี่ยนไป


ตัวของโจนาสนั้นได้มาพบกับเดอะกีฟเวอร์ ก็คือผู้ที่จะมอบความทรงจำให้กับโจนาสนั่นเอง ซึ่งเดอะกีฟเวอร์นี้ก็ให้ความทรงจำของโลกแก่โจนาสไปเรื่องๆ ซึ่งในช่วงแรกเดอะกีฟเวอร์นั้น มอบแต่ความทรงจำที่เป็นความสุขให้โจนาส จนกระทั่งวันหนึ่ง โจนาสก็มาฝึกตามปกตินี่ล่ะ แต่เหมือนเดอะกีฟเวอร์นั้นเป็นอะไรซักอย่าง (เดาว่าน่าจะฝันร้าย) ทำให้โจนาสนั้นวิ่งเข้าไปช่วย
แต่แล้ว‼‼ มือของเขาทั้งสองคนได้สัมผัสกัน และโจนาสก็ได้รับความทรงจำที่มันเลวร้าย และเจ็บปวดมากๆมา ซึ่งเมื่อโจนาสได้รับรู้ความทรงจำนั้น โจนาสนางก็บอกกับเดอะกีฟเวอร์ว่า นางทำไม่ได้ นางเฮิร์ท นางไม่อยากเป็นรีซีฟเวอร์อีกต่อไปแล้ว แล้วนางก็วิ่งออกจากห้องไป


แต่สุดท้ายนางก็กลับมาเพราะชะนีที่ขึ้นชื่อว่านางเอก บอกว่า You can do it!แหม่นอกจากนั้นแล้วไม่พอนะ อีตาโจนาสนี่นางยังชักชวนให้นางเอกของเรื่องไม่ต้องฉีดยาในทุกๆเช้า เพื่อระงับความรู้สึกภายในของตัวเองอีกด้วย แถมมีการนัดแนะมาเจอกันอีก แล้วพอหญิงชายมาเจอกันเท่านั้นล่ะ โจนาสนางก็พูดอ้อล้อแล้วจูบนางเองซะเลย ถถถถถถถถถ.. สรุปคือโจนาสหลอกล่อนางเอกมาทำแบบนี้ใช่มั้ย? อันนี้ก็สงสัย555555555555


เออ ! นี่ขอสปอยเท่านี้ล่ะค่ะ อยากรู้ตอนจบไปดูเองเนอะ แต่ก็ใบ้ให้สำหรับคนอ่านหนังสือ จะบอกว่า ตอนจบไม่เหมือนกับในหนังสือ แต่เหมือนแค่ฉากของโจนาส งงป่ะ? งงดิ? ไปดูเองย่ะอันสุดท้านนี่แคปแถมนะคะ คาเมรอนฮีก็เล่น เล่นเป็นแอชเชอร์เพื่อนของพระเอกค่ะ รักฮี > <



สำหรับหนังเรื่องนี้ ขอให้คะแนนอยู่ที่ 9/10 ตัดไปหนึ่งคะแนนสำหรับการดำเนินเรื่อง ที่ตัดอันนี้เพราะสำหรับเรา เราว่ามันน่าเบื่อไปนิด แต่โดยรวมคือดีค่ะ สนุกดี ตอนจบมีอะไรให้คิดเยอะ เป็นหนังแนวดิสโทเปียที่ว่าเนื้อเรื่องซอฟแต่หนักที่อารมณ์และความรู้สึกค่ะ เคยบอกไว้ในเอ็นทรี่ก่อนแล้วว่า เรื่องนี้แม้เนื้อหาจะไม่แรงเท่าหนังแนวดิสโทเปียอื่นๆ แต่ให้อารมณ์ได้หนักไม่แพ้เรื่องใดเลยก็ว่าได้ !

PS -- สังเกตรูปที่แคปมามั้ย? มันค่อยๆไล่สี เห็นมั้ยๆๆๆ นี่พยายามแคปให้เห็นแบบชัดๆแล้วนะ ฮ่าๆ
     -- นางเอกเรื่องนี้น่ารักค่ะ ตาโตบ๊องแบ๊วมาก ชอบสีตาเธอด้วย น่ารักจริงๆชอบๆ
     -- เจ๊เทย์ของเราเล่นเรื่องนี้ออกไม่กี่วิค่ะ เล่นเป็นโรสแมรี่ บุคคลที่ตายไปแล้ววววววววววว
     -- มีประโยคหนึ่งจากท่านผู้นำที่เราชอบมากๆคือ
     “when the people freedom to choose... they choose wrong... every single time!
     ทำไมไม่รู้ แต่ข้าก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง ไม่เห็นด้วยส่วนหนึ่ง แต่ข้าก็ชอบ5555555555555

โอเคไปล่ะ บัยยยย