Goodbye
Manhattan
ลาก่อนแมนฮัทตัน!

ก่อนหน้านี้
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้มีภาพยนตร์เรื่อง 10 Cloverfield Lane ซึ่งเป็นภาพยนตร์ภาคแยกของ Cloverfield หรือในชื่อภาษาไทย ‘วันวิบัติอสูรกายถล่มโลก’ เข้าฉาย
ซึ่งเสียงตอบรับก็หลากหลายเสียเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีชื่อ เจ.เจ.
อัมบราส์ เป็นโปรดิวเซอร์ อำนวยการสร้างเรื่องนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นชื่อการันตีเรื่องของคุณภาพของหนังไว้ส่วนหนึ่งเลยก็ว่าได้
สำหรับเอ็นทรี่นี้ ขอกล่าวถึงภาพยนตร์อย่าง Cloverfield
ของปี 2008 เพราะเนื่องจากเพิ่งดูจบก่อนหน้าที่จะเขียนไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง
โดย Cloverfield ถือว่าเป็นภาพยนตร์แนว Hand-Held Camera ซึ่งภาพยนตร์แนวนี้ก็ได้ทำออกมาหลากหลายเรื่อง ยกตัวอย่างภาพยนตร์ที่พอจะติดหูคนทั่วไปก็คงมี Paranormal Activities, REC, The Blair
Witch Project ซึ่งเชื่อได้เลยว่า หลายคนคงไม่ชอบดูภาพยนตร์แนวนี้กันซักเท่าไหร่
เพราะนอกจากจะรู้สึกเวียนหัวกับกล้องที่ต้องโยกไปมาตลอด ลามไปถึงบางทีต้องหลับตาดูหนัง
จนบางครั้งก็ทำให้ดูหนังไม่รู้เรื่องอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเนื้อเรื่องมันน่าสนใจ ยังไงๆ เราก็จะดู! (จริง ๆ เข็ดตั้งแต่ The Blair Witch Project แล้ว เรื่องนี้ทำเอาตึ๊บเลยก็ว่าได้)
เข้าเรื่อง Cloverfield กันเลยดีกว่า ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นการเล่าถึงชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า 'ร๊อบ' เขาได้งานที่ญี่ปุ่น ดังนั้นแล้วน้องสาว และเพื่อนๆ ของเขาจึงตั้งใจที่จะจัดปาร์ตี้เพื่อฉลองให้เขา แต่แล้วเหตุการณ์ไปคาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่ออยู่ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหว ทุกอย่างดูสับสน และอลหม่านไปหมด เมืองแมนฮัทตันที่พวกเขาอยู่อาศัย ค่อยๆ สูญสภาพ ทั้งตึกถล่ม สะพานขาด รวมไปถึงการสัตว์ประหลาดที่ทำเอาทุกคนในเหตุการณ์ช๊อคกันไปตามๆ กัน และนอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เล่าเพียงแค่การพังทลายของแมนฮัทตัน และสัตว์ประหลาด แต่ยังเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างร๊อบกับอดีตคู่เดทของเขา ซึ่งชวนให้น่าติดตามมากยิ่งขึ้น
สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วถือว่าสนุกใช้ได้เลยทีเดียว แต่ถ้าให้ดูแบบจริงๆ จังๆ ก็คิดว่ามีจุดบอดสำหรับหนังประเภท Hand held อยู่ในเรื่องนี้อยู่หลายจุดอยู่เช่นกัน อย่างความไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ของตอนถ่าย/ตอนวางกล้อง และอื่นๆ แต่ยังไงก็พยายามมองข้ามๆ มันไป เพราะจะรู้สึกไม่สนุกเวลาดูเสียเปล่าๆ
สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วถือว่าสนุกใช้ได้เลยทีเดียว แต่ถ้าให้ดูแบบจริงๆ จังๆ ก็คิดว่ามีจุดบอดสำหรับหนังประเภท Hand held อยู่ในเรื่องนี้อยู่หลายจุดอยู่เช่นกัน อย่างความไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ของตอนถ่าย/ตอนวางกล้อง และอื่นๆ แต่ยังไงก็พยายามมองข้ามๆ มันไป เพราะจะรู้สึกไม่สนุกเวลาดูเสียเปล่าๆ

อย่างแรกสำหรับเรื่องนี้ ชอบตรงที่ว่า
พอดูจบหลายๆ อย่างยังคงปริศนาทิ้งไว้ให้คิดต่อ ไม่เฉลยอะไรเลย
คล้ายกับเรากำลังดูเทปบันทึกสถานการณ์หนึ่ง แล้วก็ต้องหาคำตอบกันต่อไป (จริงๆ ชวนให้น่าติดตามดูต่อในภาคสองเสียมากกว่า)
อย่างที่สอง ชอบสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้
และฉากแมนฮัทตันตึกถล่ม สะพานทลาย ฟาดฟันกันตูมตาม
แม้จะรำคาญเสียงคนตะโกนใส่กันก็ตาม แต่ถือว่าได้อรรถรสไปอีกแบบ
อย่างที่สาม ประทับใจตอนจบ เชื่อว่าหลายคนคงเกลียดการจบแบบปลายเปิดแบบนี้
แต่สำหรับตัวเราเองนั้นชอบ เพราะอย่างที่บอกไว้ในข้อแรก
มันเป็นปริศนาทิ้งเอาไว้ให้คิดต่อว่าสรุปรอดหรือไม่ แล้วแมนฮัทตันจะเป็นเช่นไร
สัตว์ประหลาดตายแล้วหรือยังอยู่ นั่นคือสิ่งที่คิดว่าเป็นความแนบเนียนในเรื่องตัวบทในหนังประเภท
hand
held อีกอย่าง เพราะอะไร? ก็เพราะว่า Cloverfield เป็นกลายเล่าเรื่องผ่านคนในสถานการณ์นั้น ตัวละครดำเนินเรื่องไม่รู้ คนดูอย่างเราก็ไม่รู้เช่นกัน
และนั่นก็ถือว่าเป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

โดยสรุปแล้ว ถือว่าภาพยนตร์อย่าง Cloverfield
เป็นหนังประเภท Hand-Held อีกเรื่องที่ดูแล้วรู้สึก
ประทับใจส่วนหนึ่ง ถ้าตัดความเวียนเศียรจากเรื่องการส่ายไปส่ายมาของกล้องนะ และอีกเรื่องอย่างที่บอก
ถ้าไม่จับผิดเรื่องรายระเอียดยิบย่อยของสถานการณ์
คิดว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่สนุกมากเลยทีเดียว ดังนั้น แนะนำให้ดูค่ะ
แต่ถ้าใครไม่ชอบแนวนี้ก็แนะนำให้ดูเช่นกัน เผื่อจะเปลี่ยนใจ ฮ่า!