วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

(MY) BEST MOVIES OF 2014 !

สุดท้ายและท้ายสุดบั้นปลายของปีนี้ ชีวิตผ่านพ้นไปอีกปี และได้เรียนรู้อะไรดีๆมาอีกปีหนึ่ง
การเรียนรู้ที่ดีไม่ใช่แค่ในห้องเรียน หรือในหนังสือ แต่การเปิดโลกกว้างในมิติอื่นๆซึ่งก็เป็นเรียนรู้ได้เช่นกัน
หนึ่งสิ่งที่ตั้งแต่ขึ้นมอปลายมานั้นรับรู้ได้ดีคือการดูหนัง การดูหนังไม่ว่าหนังมันดีหรือไม่ดีในสายตาคนอื่นๆ
แต่เชื่อเถอะมันย่อมแฝงอะไรมาบางอย่าง ไม่มากก็น้อย บ้างบางคนบอกว่ามาดูหนัง มันก็แค่หนังจะคิดอะไรมาก
แต่สำหรับเรา เราว่ามันด็ดูแปลกนะที่มาดูหนัง แต่กลับไม่คิดที่จะคิดอะไรเลย...

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าค้นพบตัวเองอย่างจริงจัง ใช่แล้ว! ค้นพบว่าตัวเองชอบดูหนัง
และชอบอ่านพวกนิยายในหมวด Young Adult มาก คือรู้สึกมีความสุข และเต็มที่กับมันทุกครั้ง
ยิ่งเรื่องไหนที่เป็นแนวไซไฟ หรือเป็นพวกดิสโทเปียจะทุ่มแทกับมันมาก  )

และตลอดปี 2014 ที่ผ่านมานี้ จริงๆก็ไม่ใช่แค่ปีนี้หรอก ย้อนไปประมาณสามสี่ปีนี้ ดิสโทเปียมันมาแรงมากจริงๆ
ไม่ต้องดูอะไรมาก The Hunger Game นี่จัดได้ว่าเป็นดิสโทเปียที่มันพีคสุดๆ
ตัวเราไม่ได้เรียนเอกฟิล์ม หรืออะไร เลยไม่กล้าที่จะวิจารณ์อะไรที่ไปทางด้านนี้ซักเท่าไหร่ เพราะกลัวพลาด
แต่ในฐานะที่เรียนสังคมไง เราชอบมองหนังในอีกมุมหนึ่งที่ต่างจากมุมของคนที่เรียนเอกฟิลม์
เราชอบเรื่องของอุดมการณ์ที่มันมาพร้อมกับสื่อ ชอบวิเคราะห์หนัง (แม้จะวิเคราะห์ห่วยก็ตาม ฮ่าๆ)
อ่าห๊ะ! นั่นล่ะคือมุมมองของเรา แต่ส่วนมากที่ชอบก็คือ ชอบมารีวิวหนังซะเป็นส่วนใหญ่
หนังเรื่องไหนดีก็อยากแนะนำต่อๆไป แต่บางครั้งหนังมันดีสำหรับเรา แต่อีกคนมันอาจไม่ดีต่อคนอื่นก็ถมเถไป
แต่ถึงยังไงก็เถอะ ความคิดเห็นของคนเรามันก็มีแตกต่างกันไป ก็ต้องเปิดใจยอมรับความคิดเห็นอีกมุมหนึ่ง
เพราะในโลกนี้การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด คือการเรียนรู้ในความต่างของความคิดแต่ละคน เนอะ

เอาล่ะ ในช่วงห้าปีที่มาบ้าดูหนังนี้ ก็ชอบจัดอันดับหนังที่ตัวเองรู้สึกรักมาก ชอบมากมาสิบอันดับในทุกๆปี
และก็ชอบเปลี่ยนบล็อกในเกือบทุกสองปีเช่นกัน ฮ่าๆ

เอาล่ะ! งั้นเริ่มเลยละกันเนอะ ʕʔ

10. Guardians of the Galaxy
ตอนไปดูเรื่องนี้เรานี่โดดงานพิเศษไปดูเลยนะ ฮ่าๆ ส่วนตัวคือชอบดูหนังของ Marvel อยู่แล้ว
แล้วสำหรับเรื่องนี้คือดีงามมาก แม้เนื้อเรื่องมันดูไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่มันดีตรงที่มันกินใจนี่ล่ะ
จำได้ว่าตอนตัวเองดูเรื่องนี้จบ เดินออกมาจากโรงถึงกับต้องร้องว่า “I AM GROOTTTT!” ฮ่าๆ
เป็นหนังที่ตกหลุมรักตัวละครอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรู๊ทนี่น่ารักมาก ตกหลุมรักเข้าแบบปั้งๆเลยล่ะ
เป็นตัวละครที่เด่น แม้ใช่ช่วงแรกของหนังเหมือนตัวละครตัวนี่จะซื่อบื้อผิดกับตัวอื่นๆ
แต่พอในตอนจบมันกลับตาละปัด เพราะสำหรับเรากรู๊ทนี่ล่ะ คือผู้พิทักษ์ตัวจริง ʕ ˵ ̿ ̿ ˵ ʔ

9. Transformers: Age of Extinction
หุหุหุ ถ้าไม่มีเรื่องนี้มันจะไม่ใช่เราเด็ดขาด ! ชีวิตนี้ตั้งแต่ดูทรานฟอร์เมอร์มา ผมก็รักออพติมัสมาตลอด
คิดเสมอว่าถ้าออพติมัสมีเป็นเวอร์ชั่นคน เรานี่จะเข้าไปจีบจริงๆด้วย 555555555555555555555555
สำหรับภาคนี้ เราว่าสู้ภาคเก่าๆไม่ได้ แต่มันยังดีอยู่สำหรับเรา เพราะมันคือทรานฟอร์เมอร์ไง!
แม้ภาคนี้ดูเหมือนเนื้อเรื่องจะไม่ค่อยมีอะไรมาก เน้นแอคชั่นเป็นหลัก แต่ก็ถือว่าดีนะ ก็บอกแล้วที่มันดี
เพราะมันมันคือทรานฟอร์เมอร์ไงแกเชื่อเถอะ ถ้านี่ไม่ใช่ทรานฟอร์เมอร์ คงไม่เอามาอยู่อันดับเก้าหรอกเว้ย ฮ่าๆ

8. Gone Girl 
สำหรับเราเรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก แค่ออกมาจากโรงแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่า ผมนี่อึ้งไปเลยครับ!ฮ่าๆ
มันเป็นหนังที่มีจุดพีคแบบเราคาดไม่ถึง ซึ่งตรงนี้ล่ะที่เราว่ามันดีมากๆ อะไรที่มันไม่สามารถคาดเดาได้
มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าติดตามมากๆ ถ้าเทียบกับหนังที่เราสามารถเดาเนื้อเรื่องมันออก
มันจะไปสนุกอะไร จริงไหมล่ะ? (人・)

 7. Divergent
เออ ถ้าไม่มีเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เราอีกนั่นล่ะ ดิสโทเปีย ไซไฟ แฟนตาซี นี่ล่ะคืองานของเรา ฮ่าๆ
แม้ว่าจะตกหลุมรักเรื่องนี้มาก ทั้งในตัวเนื้อเรื่อง และตัวละคร ซึ่งรักมาตั้งแต่อ่านหนังสือแล้ว
แต่พอเอามาสร้างเป็นหนัง เราว่ามันไม่ดีเท่าที่ควร ดำเนินเรื่องเร็ว และดูเนื้อเรื่องออกจะงงๆด้วย
ก็นั่นล่ะ แต่เพราะเป็นไบแอสแฟนนิยายเรื่องนี้ และเสพติดความเป็นโฟว์ทริส เรื่องนี้มันเลยดีขึ้นมาทันที ฮ่าๆ
-- เพราะความเป็นไบแอสแฟนล้วนๆนะบอกเลย55555555555555555 ԅʕ ʔ

6. How To Train Your Dragon 2
ใครดูแล้วไม่ตกหลุมรักทูทเลส หรือเขี้ยวกุดบ้างคะ เราว่าคนนั้นเป็นคนใจแข็งมากเลยอ่ะ
เราดูมาตั้งแต่ภาคหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นอยู่มอสามหรือมอสี่ได้มั้ง คือตกหลุมรักมันมาตั้งแต่ตอนนั้นล่ะ
คิดตลอดว่านี่มันมังกรจริงหรอ ฉันนึกว่าหมา55555555555555555555555555555555555
โอยยยยยยยยย น่ารัก ! ในส่วนตัวเนื้อเรื่องนั้น ภาคนี้ดราม่าหนักกว่าในภาคแรกนะ
เราดูแล้วเราร้องไห้เลย กลั้นสะอื้นแทบตายในโรง ไม่กล้าสะอื้น กลัวคนข้างๆตกใจ ฮ่าๆ
-- ปี 2017 ภาคสามคัมมิ่งนะจ๊ะ ฮี่ๆ ʕ ڡ ʔ

5. Interstellar
ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากว่า หนังแม่งโคตรดี!” เป็นหนังไซไฟที่ดูแล้วโคตรคุ้มกับร้อยยี่สิบบาทเลย!

4. The Fault in Our Stars
เคยบอกแล้วว่าเกลียดหนังรัก แต่สำหรับเรื่องนี้คือกรณียกเว้น แบบพิเศษมากๆพิเศษจริงๆ
เพราะคิดตลอดว่า ถ้าเรื่องนี้จบแบบโลกสวยเราคงไม่คิดจะดู แต่เพราะเรื่องนี้มันมีความพิเศษในตัวมัน
ถ้าลองคิดตามการดำเนินเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ เราย่อมรู้จุดจบของตัวละครตัวนั้นแน่ๆ
แต่มันมีจุดพีคที่ว่า คนที่คิดว่าจะไปก่อนนั้นกลับไม่ใช่ กลับเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องไป...
และในตอนจบ ออกัสตัสแม้จะไม่อยู่ แต่เชื่อเถอะ ออกัสตัสทำเราติดตรึงในความทรงจำ
รวมไปถึงเฮเซล แม้เขาจะยังอยู่ แม้ในเนื้อเรื่องเขาจะไม่ได้เขียนต่อ แต่เราก็รู้ว่าสุดท้ายจุดจบของเขา
ก็คงไม่ต่างจากออกัสตัสที่ต้องจากไป เพราะความเป็นออกัสตัสและเฮเซลเราเลยตกหลุมรักเรื่องนี้อย่างแรง
รวมไปถึงจอห์นกรีน ผู้เขียนหนังสือเรื่องนี้เช่นกัน เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน
ดูแล้วความรู้สึกว่ามันดีจริงๆนะ ไม่ต้องมีลูกเล่นอะไรมากมาย แค่เนื้อเรื่องเพอร์เฟค หนังก็เพอร์เฟคได้

3. The Maze Runner
หนังเรื่องนี้ที่ไปดูเพราะเคยบอกไปแล้วว่าเป็นไบแอสแฟนนิยาย และเป็นติ่งดาราเอ็มทีวีอย่าดิแลนโอไบรอัน
แต่ที่ต้องเสียเงินไปดูถึงสองรอบนั้นบอกได้เลยว่าเนื้อเรื่อง ภาพ และซาวด์คือดีงามมาก
แม้เนื้อเรื่องจะไม่เหมือนกับในหนังสือ มีดัดแปลงนิดหน่อย แต่ถือว่าดีกว่าเมื่อเทียบกับ The Host และ TMI
เพราะหนังส่วนใหญ่ที่สร้างมาจากหนังสือนั้นมักเนื้อเรื่องไม่ค่อยดี บางเรื่องถึงขั้นห่วยแตกเลยด้วยซ้ำ
แต่สำหรับแมซรันเนอร์นี่ว่าน่าติดตามค่ะ มีจิตวิทยาวัยรุ่นแฝงนิดให้คิดตาม คือดีงามมาก นี่พูดจริง!
ตอนนี้ก็ได้แต่รอThe Scorch Trials ที่จะเข้าปีหน้าต่อไป

2. The Hobbit: The Battle of the Five Armies
บางทีก็คิดว่าบิ๊กฟุตอาจจะมีพัฒนาการมาจากฮ๊อบบิทก็ได้ ฮ่าๆ ไม่เกี่ยวใช่ป่ะ เออ! สำหรับภาคนี้ แม้จะมีบางฉาก
ที่ทำให้เกือบจะหลับไปบ้าง แต่บทสรุปมันงดงาม และปูทางไปดู TLOR ได้อย่างดี พอดูฮ๊อบบิทภาคนี้จบ
ถึงกับต้องไปหา TLOR ต่อเลย ฮ่าๆ แม้ภาคนี้เนื้อเรื่องแทบจะไม่มีอะไร ซึ่งเน้นสงครามเป็นหลัก ก็นะ
คือชื่อของภาคนี้มันก็บอกอยู่แล้ว แต่เอาเถอะ เพราะเป็นเดอะฮ๊อบบิท เลยชอบไง ไบแอสสุดๆ ฮ่าๆ

1. The Hunger Game : Mockingjay Part 1
สำหรับเรา หนังเรื่องนี้ยอมรับว่าเป็นไบแอสในระดับหนึ่ง ถึงแม้ภาคนี้จะดูเอื่อยๆ ไม่มีฉากบู๊แบบสองภาคก่อน
เลยดูเหมือนจะไร้จุดดึงดูดในแบบเก่าๆ แต่ในทางกลับกัน สำหรับเราแล้ว ภาคนี้เป็นอะไรที่ดึงอารมณ์ของตัวละคร
ได้ดีมากเลยนะ ยิ่งกับแคตนิสแล้ว หากใครได้อ่านหนังสือจะรู้เลยว่าเจนนิเฟอร์ลอว์เร้นท์นั้นเล่นได้ดีมากๆ
และอีกอย่างหนึ่งสำหรับภาคนี้ที่ขาดไม่ได้เลย และหลายๆคนต้องพูดถึง คือ เพลง The Hanging Tree
ทั้งซาวด์ ทั้งเสียงร้อง ทำเอาเราขนลุกตลอดทั้งเรื่อง และสรุปได้ก็คือ ปีนี้ ขอยกหนังเรื่องนี้ให้ขึ้นอันดับหนึ่ง
ทั้งอารมณ์ ทั้งตัวละคร ทั้งเนื้อเรื่อง ที่สื่อออกมา และรายละเอียดที่สามารถเก็บจากหนังสือได้เยอะพอสมควร
ทั้งหมดนี้คือเรารักในหนังเรื่องนี้จริงๆ ดิสโทเปียขอยกให้เดอะฮังเกอร์เกมส์ค่ะ

โอเค จัดอันดับเรียบร้อยครบทุกอันดับ ครบทุกความชอบของเราหมดแล้ว การจัดอันดับทั้งหมดนี้
คือใช้เกณฑ์ความชอบของตัวเองล้วนๆ ไม่มีอะไรนอกจากนั้นอีกเลย ฮ่าๆ
ยังไงก็กำลังจะขึ้นปีใหม่แล้วเนอะ ก็ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้า รวยๆกันทุกคน
และอีกอย่างคือ หนังปีหน้ามีแต่หนังน่าดูทั้งนั้นเลย นี่ทนรอไม่ไหวแล้ว หูยยยยยยยยย!


HAPPY NEW YEAR 2015 ! YIPPY .ʕʘʘʔ.


วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

THE HOBBIT#3 ♥



อำนาจที่ใคร่ปรารถนา ความโลภที่เกาะกุมเข้าจิตใจ ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เกินเยียวยา

กล่าวได้เลยว่า สำหรับ The Hobbit : The Battle of the Five Armies ไม่มีอะไรที่พิเศษไปมากกว่าสิ่งที่คาดเดาไว้
ภาคนี้เน้นในเรื่องของการทำสงครามเป็นส่วนใหญ่  ส่วนตัวเนื้อหานั้นสืบเนื่องจากภาคที่แล้วอย่างแน่นอน
และสำหรับคนที่ไม่เคยดีสองภาคก่อนหน้านี้ แน่นอนว่าไม่รู้เรื่องแน่ๆ...


คำเตือน -- งานสปอยล้วนๆจ๊ะ --

ในตัวของเนื้อเรื่องสำหรับภาคนี้ นอกจากเรื่องของสงครามที่พอจะเดาได้ตั้งแต่ภาคที่แล้ว ยังมีเนื้อเรื่องที่ใส่เข้ามาและ
ทำให้ตัวหนังนั้นน่าติดตามมากยิ่งขึ้น โดยเสนอผ่านตัวตัวละครอย่าง ธอริน โอเคนชิลด์ที่ถูก พิษไข้มังกรครอบงำ
ทำให้เกิดความโลภอย่างบ้าคลั่ง และเป็นตัวการแห่งการเปิดสงครามของทั้ง 5 ทัพไปในที่สุด

ตั้งแต่ตอนเปิดเรื่องขึ้นมา ถือได้ว่าเป็นตัวเปิดเข้าสู่สงครามเลยก็ว่าได้ โดยเปิดเรื่องภาคนี้ก็ไม่มีอะไรพิเศษ
เพราะเปิดเรื่องมานั้นก็เป็นตัวที่ต่อมาจากภาคที่แล้วเลย คือมังกรสม็อคนั้นหลุดออกมาจากปราสาท
และท้ายที่สุดก็เดาได้ไม่ยากว่าบุคคลใดเป็นคนที่สังหารมังกรสม็อกได้ และแน่นอนว่าคนนั้นก็คือ "บาร์ด" นั่นเอง
ซึ่งบาร์ดได้สังหารสม็อกโดยการใช้ลูกธนูดำยิงใส่ที่หัวใจอย่างจังๆ และตายไปในที่สุด...

เมื่อสม็อกตาย ซึ่งดูเหมือนเรื่องจะจบ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อต่างฝ่ายก็ต่างอยากที่จะครอบครองสมบัติ
อีกทั้งตัวของธอรินนั้นยังได้เคยให้คำสัญญากับกลุ่มคนที่อยู่ในเมืองทะเลสาบไว้ว่าจะแบ่งสมบัติให้
แต่กระนั้น ธอรินที่ถูกพิษไข้มังกรเล่นงาน ที่ทำให้เกิดความคลั่งในความโลภ จึงไม่ต้องการที่จะแบ่งสมบัติให้ฝ่ายใด
อีกทั้งบาร์ดยังต่อรองกับกลุ่มเอล์ฟว่าขอให้ตนนั้นได้เจรจากับธอรินก่อนที่จะเปิดสงครามกัน แต่ว่าการเจรจากับธอรินไม่สำเร็จ
เนื่องจากธอรินนั้นไม่ต้องการที่แบ่งสมบัติให้ผู้ใดเลย (ธอรินผิดสัญญากับบาร์ดนั่นเอง)

แต่แล้วบิลโบนั้นก็ได้แอบออกมานอกปราสาท เพื่อเจรจากับกลุ่มเอล์ฟโดยมีราชาที่ชื่อธรันดูอิล ซึ่งในตอนนี้ ขณะเดียวกัน
พ่อมดเทา หรือแกนดาฟนั้นก็ได้เข้ามาสมทบเพื่อมาบอกกับบาร์ด และธรันดูอิลว่า พวกออร์คนั้นกำลังเดินทางมาเพื่อเปิดศึก
นอกจากนี้ เมื่อบิลโบได้เดินทางมาถึงเขาก็ได้นำเพชรอาเคนสโตนมามอบให้แก่บาร์ดและธรันดูอิล เพื่อที่จะยุติสงคราม
และในวันรุ่งขึ้นบาร์ด และธรันดูอิลนั้นได้เดินทางไปที่ปราสาท หวังจะเจรจาโดยมีอาเคนสโตนเป็นเครื่องต่อรอง
แต่ว่าธอรินนั้นก็ต้องการที่จะทำสงครามอยู่ดี และนอกจากนี้บิลโบยังสารภาพกับธอรินอีกว่าตนเองเป็นคนเอาอาเคนสโตนไปเอง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธอรินโกรธมาก และต้องการที่จะฆ่าบิลโบ แต่แล้วญาติของธอริน (จำไม่ได้จริงๆว่าชื่ออะไร)
ได้ยกทัพมาเช่นกัน จึงหันเหความสนใจไปที่กองทัพของฮ๊อบบิทแทน บิลโลจึงหนีมาหาแกนดาฟ และหลังจากนั้น
สงครามก็เกิดขึ้น...

โดยสรุปแล้ว สงครามที่เกิดขึ้นนี่ ส่วนหนึ่งมาจากความโลภของธอรินเลยก็ว่าได้ ทั้งที่สมบัติและทองมีมากมาย
แต่พี่แกกลับไมคิดจะแบ่งเลย นี่ถ้าแบ่งกันได้ เรื่องก็จบไปแล้วนะ ก็คงจะเหลือแต่พวกออร์คนั่นล่ะที่ต้องสู้ =v=;

โอเค สำหรับภาคนี้ ตื่นตาตื่นใจกับสงครามตลอดเวลา เนื้อเรื่องอย่างที่บอกไม่มีอะไรมาก เน้นความโลภ
มิตรภาพของพี่น้องและผองเพื่อน รวมไปถึงเป็นตัวเรื่องแห่งการปูทางไปสู่ The Lord of The Ring ได้อย่างสวยงาม
และอีกอย่างหนึ่งคือ ฉากสงครามภาพสวยมาก ชอบมากค่ะ รวมไปถึงตัวละครที่โปรดปรานอย่างธรันดูอิลก็สง่างามเช่นกัน
ภาคนี้ไม่ผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าพิเศษไปกว่าภาคอื่นๆซักเท่าไหร่ ดังนั้นแล้วให้คะแนนอยู่ที่ 8.5 / 10 ค่ะ


PS : สำหรับคนที่สงสัยว่าอาเคนสโตนในตอนสุดท้ายหายไปไหนนั้น จริงๆแล้วมันถูกฝังไปพร้อมกับธอรินในหลุมศพค่ะ
(ในภาคนี้ธอริน คิลี และฟิลี่ตายค่ะ) ส่วนแหวนที่บิลโบได้ไปนั้นก็ยังอยู่ที่บิลโบนั่นเอง จนสุดท้ายแกนดาฟต้องมาตาม
ไล่บี้ถามกับบิลโบเรื่องแหวน อีกทั้งกอลั่มยังเริ่มออกตามหาแหวน (อันนี้ไปตามในTLORเลยละกันเนอะ55555555)

พอๆๆ นี่เล่าเรื่องให้ฟังเลยนะเนี่ย ไม่ใช่การสปอยอะไรแล้ว5555555555555555555555

ไว้เจอกันใหม่เอ็นทรี่หน้า บัย! (())



วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

{review} เก็บตกงานหนังสือมอนอประเทศ.

เย้! วันนี้มาอัพบล็อกแบบไม่มีอะไรจริงจังค่ะ แค่อยากรีวิวหนังสือที่ได้มาจากงานหนังสือที่มอตัวเอง
พอดีเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หรืออาทิตย์ที่แล้วเนี่ย เป็นช่วงงานมหกรรมหนังสือที่มอเราจัดขึ้น
แล้วด้วยอันเหตุตัวเองไม่สามารถที่จะกลับบ้านไปงานหนังสือที่กรุงเทพฯได้ ผนวกกับความต้องการ
หนังสือจนเข้าเส้น งานนี้เลยจัดแบบเบาๆให้พอให้อยาก เพราะกะจะรองานหนังสือปีหน้า หุหุ

ในงานครั้งนี้สาบานได้ว่ายั้งใจตัวเองแบบสุดๆแล้ว เพราะจะเก็บเงินไว้รอปีหน้าจริงๆ  เลยหมดไปเบาๆ
แบบว่าไม่ถึงสองพัน เห้! ซึ่งเป็นอะไรที่มหัศจรรย์สำหรับตัวเองมาก ถ้าเทียบกับเมื่อปีที่ผ่านๆมานี่สองพัน
คือขั้นต่ำ เอาแบบผมนี่แทบจะติดแฮชแท็กกูร้องไห้ทำไมอ่ะ ไม่พอแถมให้อีกอัน พ่อแม่ด่ากูทำไมด้วยเลย!
เอาเถอะ ! ไหนๆก็ไหนๆล่ะ มาเริ่มกันเลย

 
 
งานหนังสือครั้งนี้ก็ได้มาทั้งหมด อันที่เห็นในรูปนั่นล่ะ มีแค่เท่านั้นเอง (*m*)ตอนนี้ยังอ่านไม่หมดหรอกค่ะ
ถ้าอ่านหมดผ่านในอาทิตย์เดียวนี่ก็ไม่น่าใช่ฉัน ฮ่าๆ แต่มีเล่มหนึ่งที่รู้สึกอยากแนะนำ เป็นอะไรที่เร็คคอมเม็นด์เลย
คือหนังสือเล่มเหลืองๆ ในรูปนั่นเห็นมั้ย? อ่าห๊ะ ! มันชื่อหนังสือเรื่อง TROLL WAY ทางสายเกรียน
โดยส่วนตัวตอนแรกไม่คิดอะไรกับหนังสือเล่มนี้เลย แต่พอเดินไปบูธของ OpenWorlds เจ้าของร้านแนะนำเล่มนี้มา
เราก็เลยลองพลิกซ้ายพลิกขวา แล้วดูชื่อคนเขียน โอ้ว! “สฤณี อาชวานินสกุลก็เลยหยิบเล่มนี้แบบไม่รีรอเลย
ใครคุ้นๆกับหนังสือเรื่อง วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนบ้าง อ่าห๊ะ! คนนี้นี่ล่ะค่ะเป็นคนเขียน
แล้วก็ใครเคยอ่านหนังสือเรื่อง Justice ที่ Michael J. Sandelเขียนบ้าง คนนี้นี่ล่ะค่ะเป็นคนแปล
คือแบบโอ้เย้! ใช่เลย แต่ในหนังสือเรื่อง Troll Way นี้คุณสฤณีไม่ได้เขียนแค่คนเดียวค่ะ แต่ยังเขียนร่วมกับ
คุณทีปกร วุฒิพิทยามงคล ซึ่งเป็นนักเขียนที่เรียนเรื่อง Cat Study และอื่นๆอีก ซึ่งเราก็ไม่ทราบ เพราะเคยอ่าน
เรื่อง Cat Study ของเขาแค่เรื่องเดียว ฮ่าๆ

บนหน้าปกของหนังสือ TROLL WAY ทางสายเกรียน นี้ มันจี้จุดใจดำเรามากในประโยคที่ว่า
คู่มือทำความเข้าใจ คนที่ไม่พยายามเข้าใจว้าว! ซึ่งในหนังสือเล่มนี้หลังจากอ่านไปแบบคร่าวๆแล้ว
ผู้เขียนเขาได้แบ่งคนออกเป็นสองประเภทคือ ตรรกะวิบัติทางการ กับ ไม่ใช้เหตุผล ซึ่งอ่านไปมันก็ฮาๆ
แล้วบางครั้งก็จี้ใจดำ เพราะบางครั้งเราก็เป็นคนที่ไม่ใช้เหตุผลเวลาเถียงเหมือนกันไง ฮ่าๆ
พออ่านไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่า เออ! มันเหมาะสำหรับคนที่มันไม่พยายามจะเข้าใจอะไรเลยจริงๆนั่นล่ะ
สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น หรือยังไม่รู้ตัว ก็ลองหาซื้อมาอ่านกันนะคะ ฮาๆแต่จี้จุด มันส์ค่ะ!

ต่อมาบ้าง หนังสือเรื่อง GLOBALIZATION หรือ โลกาภิวัตน์นั่นเอง เล่มนี้ที่ซื้อมาเพราะว่าต้องมาใช้
ในงานวิจัยของตัวเองค่ะ ไม่มีเหตุผลนอกเหนืออย่างอื่นเลย ยังไม่ได้เริ่มอ่านเลยยังไม่ทราบว่ามันดีหรือไม่ดี
แต่จากที่เคยอ่านเรื่อง ประชาธิปไตย ที่เป็นหนังสือชุดความรู้ฉบับพกพา ก็ถือว่าดีอยู่ในระดับหนึ่ง
เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหาความรู้เพิ่มเติมที่เป็นแนวทางแบบวิชาการค่ะ และก็ ฃหนังสือเล่มนี้เป็น
ของสำนักพิมพ์ Open Worlds ค่ะ (เราชอบสำนักพิมพ์นี้เพราะชอบอ่านหนังสือของปราบดาหยุ่นมากๆเลยค่ะ)

แล้วก็ต่อมาคือ Box Set เรื่อง Fifty Shades เป็นนิยายอีโรติกระดับ 21+ค่ะ อยากจะบอกว่า
มิสเตอร์เกรย์ฮอตมากจริมๆคนอ่านนี่บิดไปบิดมา เขินแล้วเขินอีก โอยยย! 
มิสเตอร์เกรย์นี่ฮอแบบแดดประเทศไทยยังต้องสยบเลยนะแก !

สุดท้าย นี่จะบอกว่าไม่ใช่ Box Set นะคะ แต่เป็นบ็อกซ์หรือกล่องเปล่าๆต่างหาก คือเราได้ซื้อหนังสือ
เรื่อง Divergent / Insurgent / Allegiant  หรือชุดไดเวอร์เจ้นท์เดอะซีรีย์นี่ครบทั้งสามเล่มแล้วค่ะ
แต่พอดีที่งานหนังสือเขาได้นำบ็อกซ์เปล่าๆมาขาย และก็มีบ็อกซ์แบบที่มีเล่มสามเล่มเดียวขายด้วย
แล้วเราก็ได้ซื้อมาเว้ยแก แต่เราซื้อบ็อกซ์เปล่าๆมา ราคาจำไม่ได้อ่ะ เพราะซื้อร่วมยอดกับฟิฟตี้เชด
แต่น่าจะไม่ถึงร้อยอ่ะ คิดว่าน่าจะมีขายทั่วไปตามร้านนายอินทร์ไรพวกนี้ด้วย ถ้าใครอยากได้ลองๆไปดูกันเนอะ

โอเค อวดหนังสือที่ได้มาครบทุกเล่มล่ะค่ะ 
อยากมาอวดแค่เท่านี้ล่ะ บัยยยยยย ฮี่ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Mockingjay Part1 : รีเวอรูชั่นซิมโบล♥

จากเด็กหญิงอายุสิบหกธรรมดา สู่เด็กหญิงผู้มากับไฟ 
และกลายเป็นม็อกกิ้งเจย์ สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ

.
.
.




สำหรับหนังภาคต่ออย่าง Mockingjay Part 1 แน่นอนว่ากระแสตอบรับก็ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี จากที่ไปบุกพันทิป และทวิตเตอร์ ได้ความเห็นมาอย่างล้นหลามกับหนังภาคต่อในเรื่องนี้ ซึ่งเราสามารถ สรุปแบบคร่าวๆได้ว่า เน้นเรื่องรักมากไป ดำเนินเรื่องยืดเยื้อ ฉากแอคชั่นไม่สุด และเน้นสงครามประสาทมากกว่า ดึงเอาเนื้อเรื่องของสองภาคแรกมาเฉลยอีกทีหนึ่ง และดรอปลงจากสองภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด


ซึ่งทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้น มันคือความคิดเห็นของคนอื่นนะ ไม่ใช่ของเรา ซึ่งสำหรับเรา แนวนี้คือแนวของเราอยู่แล้ว ดิสโทเปียคือสิ่งที่หลังรักรองจากของกินเลยแก ฮ่าๆ หลังจากที่ดูจบ หลายคนก็เดินบ่นออกมาจากโรงหนังว่า มันไม่สนุก มันไม่สุด จบแย่มาก บลาๆๆ แต่ตัวเราเองก็ทำใจตั้งแต่หนังมันสร้างออกมาแล้วแบ่งพาร์ทแล้วล่ะ เพราะเราก็มีบทเรียนมาตั้งแต่ Harry Potter และ Twilight แล้ว การแบ่งพาร์ท มันนำมาซึ่ง ความยืดเยื้อในการดำเนินเรื่องอย่างแน่นอน

แต่สำหรับเราในฐานะที่เราอ่าน The Hunger Games Series ทั้ง 3 เล่ม แล้วเราเป็นคนที่ชอบ เก็บรายละเอียดจากหนังสือไปเทียบกับหนัง ซึ่งในหนังภาคนี้เสริมเรื่องนอกเหนือจากหนังสือเข้าไปอีก และเก็บรายละเอียดของหนังสือได้เยอะพอสมควรเลย ใครที่อ่านหนังสือจะรู้เลยว่า ภาคนี้เป็นการปูทาง ให้สำหรับสงครามที่จะเกิดขึ้นต่อในพาร์ทที่สอง ซึ่งภาคนี้อยากบอกว่าแม้เนื้อเรื่องจะยืดเยื้อน่าเบื่อ แต่ปูทางสู่พาร์ทสองได้อย่างสง่างาม ผนวกกับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เร้นท์ที่แสดงเป็น 
แคตนิส เอเวอร์ดีน เด็กสาวผู้มากับไฟ ซึ่งต้องบอกเลยว่า นางตีบทแตกมาก อินกับบทบาทตลอดทั้งเรื่อง

คือเวลาอ่านหนังสือ เคยอินกับตัวละครนั้นมากๆไหม ประหนึ่งว่าเราเป็นตัวละครตัวนั้นเลย ซึ่งในหนังสือมันเขียนอธิบายอารมณ์เอาไว้หมด เรารู้ว่าตัวละครตัวนี้เขานึกเขาคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับในหนังมันไม่มีอะไรที่จะมาบรรยายความรู้สึกของตัวละครนั้นๆ แล้วหนังอย่างม็อกกิ้งเจย์นี่ก็ไม่ใช่ละครไทยไงแก ที่ตัวละครจะเดินๆแล้วก็ พูดแม่งคนเดียว คือมันไม่ใช่ !
แต่เจนนิเฟอร์ ลอว์เร้นท์แสดงออกมาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเจ็บปวดกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา ทั้งสีหน้า
และการแสดงของเขา ทำให้เรารู้สึกอินตามอย่างรุนแรงเลยนะ แล้วยิ่งภาคนี้ เน้นเรื่องสงครามประสาทกับจิตวิทยาหน่อยๆ มันเป็นอะไรที่ทำให้เราขนลุกตลอดเลย ยิ่งฉากที่แคตนิส ร้องเพลง The Hanging Tree บอกเลยว่า ตอนอ่านหนังสืออินกับเนื้อเพลงยังไง ในหนังเราอินยิ่งกว่า อาจจะเป็นเพราะซาวด์ดนตรีที่มันกระตุ้นให้เรารู้สึกว่ามันทรงพลัง มันฮึกเหิ้มมากเลยทีเดียว

จริงๆแล้วอยากได้เพลงนี้มากนะ แต่คงต้องรอให้ผ่านไปซักพัก คงมีคนอัดเพลงแบบเต็มๆ แล้วเป็นเวอร์ชั่นที่เจนนิเฟอร์ร้องมาปล่อยนั่นล่ะ ฟังแล้วชอบ ฟังแล้วติดหูมาก ขอสปอยซักท่อนสองท่อนแล้วกันนะคะ ใครสนใจฟังลองไปเสิร์ชหาในยูทูปได้ มีให้ฟังหลายเวอร์ชั่นเลย แต่เราชอบเวอร์ชั่นที่อยู่ในหนังมากจริงๆ J

“Are you, are you coming to the tree
Where they strung up a man they say murdered three.
Strange things did happen here
No stranger would it seem
If we met up at midnight in the Hanging Tree.”
                          -- The hanging tree from Mockingjay 


กลับเข้ามาในเรื่องของเนื้อเรื่องของภาคนี้ สำหรับเราภาคนี้มันยืดเยื้ออย่างที่หลายๆคนบอกไว้จริง การดำเนินเรื่องเป็นการนำเอาเรื่องของสองภาคก่อนนั้นมาเฉลย แต่ดูแล้วขัดอารมณ์ตอนของ ฟินิคนั้นมาเฉลยเรื่องที่เป็นความลับของสโนว์ คือฉากในหนังมันตัดไปตัดมา อารมณ์แบบถ้าฉัน ไม่ได้อ่านหนังสือนี่ จับประเด็นแทบไม่ได้เลยนะ (เป็นแค่เรานะ คนอื่นเราไม่รู้ ฮ่าๆ)
แต่โดยรวมคือเราประทับใจ ประทับใจที่เจนนิเฟอร์ตีบทแคตนิสจนเราอินแล้วร้องไห้ตามได้เลย และอีกอย่างหนึ่งคือ ในภาคนี้เน้นดราม่าซะเป็นส่วนใหญ่ ใครที่หวังอยากได้ฉากแอคชั่นแบบเอามัน อย่างสองภาคแรกคงต้องตอบว่า ไม่มีให้ดูนะแก มีแค่นิดเดียว แล้วก็คงจะไม่สุดใจพวกคอหนังแอคชั่นด้วย

เอาละ สำหรับเราหนังเรื่องนี้ให้คะแนนอยู่ที่ 8 / 10 อย่างที่บอก หนังยืดเยื้อเพราะแบ่งพาร์ทนั่นล่ะเหตุผลการตลาดล้วนๆ ไม่มีอะไรมาผสม ไม่สามารถอ้างได้ว่าเพราะต้องการที่จะเก็บรายละเอียดจากหนังสือ เพราะในหนังสือจากที่อ่านมาแล้ว พาร์ทเดียวก็เหลือแหล่แล้วแกเอ๋ยยยยยยยย  วุ้ยๆๆๆ

โอเคค่ะ วันนี้พอเท่านี้ล่ะ แล้วเจอกันใหม่นะคะ บัยยยย
Next station -- The Hobbit : The Battle of the Five Armies


PS. -- หนังเรื่องนี้ไม่ขอวิเคราะห์อะไรใดๆทั้งสิ้นนะคะ เห้!


UPDATE  23.11.2014 มีคนปล่อยเพลง The Hanging Tree แบบเต็มๆมาเรียบร้อยแล้วค่ะเลยเอามาแปะในบล็อกก่อนเลย ชอบมากๆสำหรับเพลงนี้ ถึงกับซิงค์ลงไอโฟนมานั่งฟังเลยนะ ฟังแล้วนี่จะร้องไห้ โคตรฮึกเหิ้มเลย ประหนึ่งจะไปกู้ชาติ เห้! 



( .´)